[
 {
  "lead": true,
  "h": "คำตอบต่อโจทย์ของอาจารย์ ตามที่โฟลเดอร์ให้ได้",
  "p": [
   "อาจารย์แนะให้ไล่จาก พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ ตอนนี้โฟลเดอร์มีครบทั้งสามชั้นสำหรับกรมหลัก ๑๒ กรมที่เกี่ยวกับน้ำ ภัยพิบัติ และที่ดิน ได้แก่ ชลประทาน ทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรน้ำบาดาล สทนช. ปภ. อุตุนิยมวิทยา เจ้าท่า ฝนหลวง ควบคุมมลพิษ โยธาธิการและผังเมือง ส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และพัฒนาที่ดิน ทุกกรมใช้กฎกระทรวงหรือ พ.ร.ฎ. ฉบับที่ใหม่ที่สุดในโฟลเดอร์ ฉบับเก่าที่ถูกแทนที่แยกไว้ในโฟลเดอร์ย่อยต่างหาก",
   "สังกัดกระทรวงของแต่ละกรมยืนยันจากตัว พ.ร.บ.ปรับปรุงฯ ๒๕๔๕ ได้แล้ว (เกษตรฯ ม.๑๙ ทส. ม.๒๓ มหาดไทย ม.๓๑ คมนาคม ม.๒๑) ไม่ต้องพึ่งเอกสารงบประมาณอีก ข้อสังเกตหลักคือ ในกฎกระทรวงทั้ง ๑๒ กรม ผมไม่พบการระบุชื่อกรมอื่นเป็นคู่ประสาน ถ้อยคำเกือบทั้งหมดเป็น 'หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง' (อ่านรายข้อจากบันทึก ไม่ได้ค้นทุกบรรทัดของทุกฉบับ) มีเพียงฉบับกรมทรัพยากรน้ำ ๒๕๖๕ ที่ผูกกับ 'กฎหมายว่าด้วยทรัพยากรน้ำ' ส่วนฉบับกรมชลประทาน ๒๕๕๗ ยังให้จัดสรรน้ำตามกฎหมายชลประทานโดยไม่อ้าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ ๒๕๖๑",
   "ข้อควรระวัง: ฉบับล่าสุดเลือกจากข้อยกเลิกในตัวบทเท่านั้น ไม่ได้ตรวจกับ searchlaw.ocs.go.th ว่ามีฉบับใหม่กว่านั้นอีกหรือไม่"
  ]
 },
 {
  "h": "ห้าจุดที่กฎกระทรวงให้อำนาจซ้อนกัน และไม่มีบทตัดสิน",
  "p": [
   "จัดสรรน้ำ: กรมชลประทาน ๒๕๕๗ ข้อ ๒(๑) 'จัดสรรน้ำให้กับผู้ใช้น้ำทุกประเภท' ตามกฎหมายชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ ๒๕๖๕ ข้อ ๒(๑) ข้อ ๗(๓) ข้อ ๑๔(๖) กำกับการจัดสรรและการใช้น้ำสาธารณะตามกฎหมายว่าด้วยทรัพยากรน้ำ และ สทนช. ๒๕๖๒ ข้อ ๑๑(๒) วางกรอบจัดสรรระดับลุ่มน้ำและประเทศ ไม่มีข้อบทที่บอกว่าใครชนะเมื่อขัดกัน",
   "ใบอนุญาตใช้น้ำสามระบบ: ระเบียบกรมชลประทาน ๒๕๖๕ ข้อ ๕–๙ ให้อธิบดีอนุญาตใช้น้ำจากทางน้ำชลประทาน ไม่เกิน ๕ ปี และไม่อ้าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ ขณะที่ สทนช. ๒๕๖๒ ข้อ ๑๑(๓) ข้อ ๑๔(๔)–(๕) กลั่นกรองใบอนุญาตประเภทที่สามเสนอ กนช. และประเภทที่สองเสนอคณะกรรมการลุ่มน้ำ และน้ำบาดาลมีระเบียบของกรมตัวเอง",
   "เตือนภัยและพยากรณ์น้ำ มีอย่างน้อยหกที่: อุตุฯ ๒๕๖๐ ข้อ ๑(๒) ข้อ ๑๑(๖) ออกคำเตือนอุทกภัย ปภ. ๒๕๖๐ ข้อ ๒(๔/๑) ข้อ ๑๓/๑(๓) แจ้งเตือนล่วงหน้า กรมทรัพยากรน้ำ ๒๕๖๕ ข้อ ๑๑(๔) พัฒนาระบบเตือนภัย สทนช. ๒๕๖๒ ข้อ ๑๓(๑) พยากรณ์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน ๒๕๕๗ ข้อ ๑๗(๓)–(๔) เฝ้าระวังและพยากรณ์ในระดับลุ่มน้ำ และ สสน. ๒๕๖๒ ม.๘(๑) ทำคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ ไม่มีบทไหนบอกว่าใครเป็นผู้ออกคำเตือนทางการและส่งต่อให้ผู้ว่าฯ หรือ ปภ.",
   "เลขานุการคณะกรรมการลุ่มน้ำ: กฎกระทรวงกรมทรัพยากรน้ำ (ฉบับที่ ๒) ๒๕๕๑ ข้อ ๓(ฉ) ให้สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค ๑–๑๐ เป็นฝ่ายเลขานุการ ต่อมา สทนช. ๒๕๖๒ ข้อ ๑๔(๑) ให้ภาค ๑–๔ รับธุรการ และฉบับกรมทรัพยากรน้ำ ๒๕๖๕ ไม่มีคำว่าลุ่มน้ำเลย (ค้นข้อความ) บทนั้นย้ายจากกรมหนึ่งไปอีกกรมหนึ่ง และเขต ๑๐ เขตกับ ๔ ภาคไม่ตรงกัน",
   "น้ำใต้ดินและพื้นที่เสี่ยง: กรมชลประทาน ๒๕๕๗ ข้อ ๒๑(๓) สำรวจและพัฒนาแหล่งน้ำใต้ดิน ซ้อนกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ๒๕๕๑ ข้อ ๒ และการป้องกันน้ำท่วมตลิ่ง: โยธาธิการและผังเมือง ๒๕๕๗ ข้อ ๒๔(๗) ซ้อนกับชลประทาน ข้อ ๒(๒) และกรมทรัพยากรน้ำ ข้อ ๑๐(๓) กำหนดพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม"
  ],
  "r": "กฎกระทรวงตามข้อ ๆ ที่ระบุ ส่วนใหญ่อ่านจากชั้นข้อความ (จุดส้ม) ข้อ ๑ ข้อ ๒ ของแต่ละฉบับตรวจภาพแล้ว"
 },
 {
  "h": "แผนที่ภูมิภาคของกรมต่างๆ ไม่ตรงกัน แปดแบบ",
  "p": [
   "ชลประทาน มีสำนักงานชลประทานที่ ๑–๑๗ (ข้อ ๑๕) ทรัพยากรน้ำ มีสำนักงาน ๑–๑๐ (ข้อ ๑๔) สทนช. มีภาค ๑–๔ (ข้อ ๑๔) น้ำบาดาล มีเขต ๑–๖ (ข้อ ๑๔) ปภ. มีศูนย์เขต ๑–๑๒ (ข้อ ๑๕) เจ้าท่า มีภูมิภาค ๑–๗ (ข้อ ๑๒–๑๘) พัฒนาที่ดิน มีเขต ๑–๑๒ (ข้อ ๑๕) และควบคุมมลพิษ มีสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ ๑–๑๖ (ข้อ ๑๕)",
   "ตามที่อ่านเจอ ตัวกฎกระทรวงบอกเลขเขตแต่ไม่ได้ให้รายชื่อจังหวัดในเขต เจ้าท่าให้อธิบดีกำหนดเขตเอง (ข้อ ๑๒–๑๘) ถ้าจะรู้ว่าสงขลาอยู่เขตไหนของแต่ละกรมต้องหาประกาศอธิบดีหรือคำสั่งภายในเพิ่ม"
  ],
  "r": "เลขข้อและจำนวนเขตจากบันทึกรายข้อของแต่ละฉบับ ยังไม่ได้ตรวจรายชื่อจังหวัด"
 },
 {
  "h": "กฎกระทรวงที่เพิ่งแก้ เพิ่มหรือตัดภารกิจน้ำตรงไหน",
  "p": [
   "ปภ. ฉบับที่ ๒ ๒๕๖๐ เพิ่มภารกิจเตือนภัยล่วงหน้า (ข้อ ๒(๔/๑)) และศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ (ข้อ ๑๓/๑) ซึ่งโอนมาจากกระทรวง ICT พร้อมกับการแก้ พ.ร.บ.ปรับปรุงฯ ฉบับที่ ๑๗ ๒๕๕๙ ขณะที่อุตุฯ ซึ่งเตือนอุทกภัยมาตั้งแต่ พ.ร.ฎ. ๒๕๓๗ ยังอยู่กระทรวงอื่น",
   "กรมทรัพยากรน้ำ ๒๕๖๕ ตัดบทเลขานุการคณะกรรมการลุ่มน้ำออก สทนช. ๒๕๖๒ เปลี่ยนจาก 'ดำเนินการให้มี' ศูนย์เฉพาะกิจแก้วิกฤต (ฉบับ ๒๕๖๑ ข้อ ๑(๖)) เป็นเพียง 'เสนอความเห็นเกี่ยวกับการจัดตั้งศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ' (ข้อ ๒(๑๑))",
   "กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ๒๕๖๙ (ราชกิจจาฯ ๒๘ มี.ค. ๒๕๖๙ ราว ๔ เดือนหลังเหตุหาดใหญ่) ข้อ ๑๒(๒) ให้กองบริหารงานท้องถิ่น 'ประสานการบริหารจัดการกับ อปท. ในด้าน ... การบริหารจัดการน้ำ และการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย' ข้อความนี้ไม่มีในฉบับ ๒๕๕๑ และ ๒๕๕๙ ที่ถูกยกเลิก",
   "กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ๒๕๕๖ อ้างตัวเองว่า 'มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการของประเทศ' ก่อน พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ ๒๕๖๑ ห้าปี แต่อำนาจปฏิบัติจริงมีเพียงทำฝนเพิ่มน้ำและแก้ภัยแล้ง ไม่มีอะไรเกี่ยวกับน้ำท่วม"
  ],
  "r": "ท้องถิ่น ๒๕๖๙ ยืนยันจากภาพทั้งฉบับ ที่เหลือเทียบตัวบทแต่ละฉบับตามเลขข้อที่ระบุ"
 },
 {
  "h": "ฝั่งน้ำไม่อ้างฝั่งภัยพิบัติ และฝั่งภัยพิบัติไม่เอ่ยชื่อฝั่งน้ำ",
  "p": [
   "ตามที่อ่านรายข้อ ตัวบทฝั่งน้ำ (กฎกระทรวงกรมทรัพยากรน้ำ น้ำบาดาล สทนช. ระเบียบ กนช. และ พ.ร.ฎ. สสน.) ไม่อ้าง พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ข้อยกเว้นที่พบมีเพียงข้อ ๓ วรรคท้ายของกฎกระทรวงพื้นที่ชุ่มน้ำ ๒๕๖๘ และการที่อธิบดี ปภ. เป็นกรรมการ กนช. ตามระเบียบ สปน. ๒๕๖๑ ข้อ ๖",
   "กลับกัน กฎกระทรวง ปภ. ๒๕๕๗ และฉบับที่ ๒ ๒๕๖๐ ไม่ระบุชื่อกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ หรือ สทนช. เลย ใช้ถ้อยคำ 'หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง' กฎกระทรวงอุตุฯ เจ้าท่า และฝนหลวง ก็เป็นอย่างเดียวกัน จุดเดียวที่สองระบบต้องเจอกันคือผู้ว่าฯ ในฐานะผู้อำนวยการจังหวัดและกรรมการลุ่มน้ำ"
  ],
  "r": "อ่านจากบันทึกรายข้อ ค้นด้วยคำสำคัญชั้นข้อความ ไม่ได้ยืนยันทุกหน้าจากภาพ"
 },
 {
  "h": "พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ เขียนรายชื่อหน่วยงานน้ำไว้ให้แล้ว ๑๓ กรม",
  "p": [
   "ม.๒๗(๑) บังคับให้คณะกรรมการลุ่มน้ำทุกลุ่มมีผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดในลุ่มน้ำ และผู้แทน ๑๓ กรม ได้แก่ ควบคุมมลพิษ เจ้าท่า ชลประทาน ทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรน้ำบาดาล ที่ดิน ประมง ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ป่าไม้ พัฒนาที่ดิน โยธาธิการและผังเมือง ส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และอุทยานแห่งชาติฯ",
   "ลุ่มน้ำที่ติดชายแดนเพิ่มกลาโหม ติดทะเลเพิ่มกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และอยู่ใน นราธิวาส ปัตตานี ยะลา เพิ่ม ศอ.บต. กรมเกือบทั้งหมดที่เกี่ยวน้ำอยู่ในนี้ ที่ไม่มีชื่อคืออุตุนิยมวิทยากับ สทนช. ซึ่งเป็นเลขานุการ"
  ],
  "r": "พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ ม.๒๗(๑) ยืนยันจากภาพ"
 },
 {
  "h": "น้ำท่วมครั้งเดียว นายกฯ ขึ้นบัญชาการได้ ๓ ทาง",
  "p": [
   "พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ ม.๒๔ ให้นายกฯ ตั้งศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจเมื่อเกิดวิกฤติน้ำ พ.ร.บ.ป้องกันฯ ม.๓๑ ให้นายกฯ หรือรองนายกฯ สั่งการเมื่อสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ม.๕ ม.๗ ให้นายกฯ ประกาศแล้วรับอำนาจรัฐมนตรีมาเอง แต่ละทางมีเงื่อนไข ผู้บัญชาการ และการตรวจสอบต่างกัน ดูตารางเทียบในแท็บ เส้นทางอำนาจ"
  ]
 },
 {
  "h": "สงขลา ๒๕๖๘ ใช้ทางที่สาม และผู้นำภาคสนามเป็นทหาร",
  "p": [
   "นายกฯ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งจังหวัดสงขลาเมื่อ ๒๕ พ.ย. ๒๕๖๘ แต่งตั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ และโอนอำนาจรัฐมนตรีตาม ๓๘ ฉบับมาเป็นของนายกฯ รวมถึง พ.ร.บ.ชลประทานหลวง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ และ พ.ร.บ.ป้องกันฯ ส่วนอำนาจของคณะกรรมการตามกฎหมายเหล่านั้นไม่โอน ยกเลิกเมื่อ ๕ ธ.ค. ๒๕๖๘",
   "ในประกาศและคำสั่งที่อ่านจากภาพทุกหน้า ไม่พบการอ้าง ม.๒๔ ของ พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ หรือ ม.๓๑ ของ พ.ร.บ.ป้องกันฯ ฐานอำนาจที่อ้างคือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน"
  ],
  "r": "ประกาศ ๒๕ พ.ย. ๒๕๖๘ (96017, 96018) คำสั่ง นรม. ๑๒–๑๓/๒๕๖๘ (96217, 96218) ประกาศ ๙๖๓๐๗ ข้อกำหนด ๙๖๓๐๘ ประกาศยกเลิก ๙๗๗๑๕"
 },
 {
  "h": "ศูนย์ส่วนกลางมีกรมน้ำ ศูนย์ส่วนหน้าไม่มี",
  "p": [
   "คำสั่ง ๑๒/๒๕๖๘ ตั้ง ศป.กฉ. มีกรรมการ ๒๘ ตำแหน่ง รวมเลขาธิการ สทนช. อธิบดีชลประทาน อธิบดี ปภ. อธิบดีอุตุฯ และ ผอ. สสน. แต่ไม่มีชื่ออธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ผู้ว่าฯ และ อปท. ส่วนคำสั่งตั้งตัวคนใน ศป.กฉ.สน. ที่สงขลา (๕/๒๕๖๘) ผู้อำนวยการและรองฯ เป็นทหารและรองปลัดมหาดไทย ผู้ว่าฯ สงขลาเป็นหนึ่งใน ๖ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ และไม่มีชื่อหน่วยงานน้ำเลย"
  ],
  "r": "ชื่อตามที่พิมพ์ในคำสั่ง ไม่ได้บอกว่าหน่วยงานเหล่านั้นไม่ได้ทำงานจริง"
 },
 {
  "h": "ใบอนุญาตใช้น้ำ แยกผู้ออกตามชนิดแหล่งน้ำ",
  "p": [
   "ม.๔๓–๔๔ ให้อธิบดีกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ หรือกรมทรัพยากรน้ำบาดาล 'แล้วแต่กรณี' เป็นผู้อนุญาต โดยประเภท ๒ ต้องมีความเห็นชอบของคณะกรรมการลุ่มน้ำ และประเภท ๓ ต้องมีความเห็นชอบของ กนช. กฎกระทรวงหลักเกณฑ์ออกร่วมกันโดย รมว.เกษตรฯ กับ รมว.ทส. (ม.๔๕) ขณะที่ ม.๓ ให้กฎหมายเฉพาะเรื่องยังใช้ต่อได้ถ้าไม่ขัด พ.ร.บ.นี้ จึงเป็นกฎหมายกลางที่วางทับกฎหมายชลประทานและน้ำบาดาล ไม่ได้ยกเลิก"
  ],
  "r": "ม.๓ ม.๔๓ ม.๔๔ ม.๔๕ ยืนยันจากภาพ"
 },
 {
  "h": "แผนน้ำท่วมสองระบบ ผูกกันที่ประโยคเดียว",
  "p": [
   "แผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมของลุ่มน้ำ (คกก.ลุ่มน้ำทำ กนช. เห็นชอบ) ต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบหลัก งบ ระบบเตือนภัย และการประสานช่วยเหลือประชาชน (ม.๖๔) และ 'ให้บูรณาการร่วมกับแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ' ฝั่ง พ.ร.บ.ป้องกันฯ ไม่มีบทไหนเอ่ยถึงหน่วยงานน้ำ แผนจังหวัดทำโดยคณะกรรมการที่ผู้ว่าฯ เป็นประธานและ ปภ. ตรวจความสอดคล้องกับแผนชาติ (ม.๑๗)"
  ],
  "r": "ม.๖๔ ยืนยันจากภาพ ม.๑๗ ของ พ.ร.บ.ป้องกันฯ ยืนยันจากภาพ"
 },
 {
  "h": "ผังน้ำชนผังเมือง และกฎหมายเลือกให้ฝ่ายน้ำชนะ",
  "p": [
   "เมื่อ กนช. ประกาศผังน้ำ การใช้ที่ดินในระบบทางน้ำต้องไม่กีดขวางการไหล (ม.๕๖) และกฎกระทรวงของ รมว.มหาดไทย (โดยความเห็นชอบ กนช.) เรื่องใช้ประโยชน์ที่ดินที่กระทบแหล่งน้ำ ให้ใช้แทนกฎกระทรวง ประกาศ หรือข้อบัญญัติท้องถิ่นตามกฎหมายผังเมืองที่ขัดกัน เว้นแต่ฉบับหลังคุ้มครองประโยชน์สาธารณะสำคัญกว่า (ม.๗๔)"
  ],
  "r": "ม.๕๖ ม.๗๔ ยืนยันจากภาพ"
 },
 {
  "h": "เงินช่วยเหลือผ่านปภ. และจังหวัด ไม่ผ่านกรมน้ำหรือท้องถิ่น",
  "p": [
   "ระเบียบกระทรวงการคลัง ๒๕๖๘ ข้อ ๘ ให้เงินทดรองราชการแก่ ๘ หน่วย รวมสำนักงาน ปภ.จังหวัดแห่งละ ๕๐ ล้านบาท ไม่มีกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ หรือ อปท. ข้อ ๑๗ ห้ามนำเงินไปก่อสร้างถาวรวัตถุใหม่ ผู้ว่าฯ ประกาศเขตให้ความช่วยเหลือร่วมกับ ก.ช.ภ.จ. อัตราเงินช่วยเหลือรายคน (บ้าน ๑๕,๐๐๐–๒๓๐,๐๐๐ บาท ค่าทำศพ ๕๐,๐๐๐ บาท) อยู่คนละฉบับ ออกโดยกองทุนในสำนักนายกฯ"
  ],
  "r": "ระเบียบ 92118 ประกาศ 92106"
 },
 {
  "h": "เหตุผลที่ตรา พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ คือปัญหาที่วิทยานิพนธ์กำลังศึกษา",
  "p": [
   "หมายเหตุท้ายฉบับระบุว่าที่ผ่านมามี 'หน่วยงานเกี่ยวข้องที่มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายหลายฉบับ' และแม้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติให้บูรณาการแล้ว ก็ 'ยังคงมีความจำเป็นที่สมควรจะมีกฎหมายในการบูรณาการ' เพื่อให้ทุกหน่วยงานบริหารทรัพยากรน้ำให้ประสานสอดคล้องกันในทุกมิติ"
  ],
  "r": "หมายเหตุท้าย พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ ๒๕๖๑ ยืนยันจากภาพ (หน้า ๘๓)"
 }
]